ภัยพิบัติ Archives - BoongBrief.com https://boongbrief.com/article/tag/disaster/ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ Sun, 30 Apr 2023 08:09:53 +0000 th hourly 1 https://boongbrief.com/wp-content/uploads/2020/02/cropped-fav-1-32x32.png ภัยพิบัติ Archives - BoongBrief.com https://boongbrief.com/article/tag/disaster/ 32 32 ผลกระทบจากแผ่นดินไหว https://boongbrief.com/article/earthquake-effect/ Thu, 22 Sep 2022 18:36:52 +0000 https://boongbrief.com/?p=3844 ผลกระทบจาก แผ่นดินไหว มีมากมาย ส่วนมากมักเป็นความเสียหา […]

The post ผลกระทบจากแผ่นดินไหว appeared first on BoongBrief.com.

]]>
ผลกระทบจาก แผ่นดินไหว มีมากมาย ส่วนมากมักเป็นความเสียหาย ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งความเสียทางทั้งทางชีวิตและทรัพย์สิน ความเสียหายอาจจะมีได้อีกหลายอย่าง การเกิดแผ่นดินไหวมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น การปลดปล่อยความเครียดสะสมของแผ่นธรณี การเคลื่อนตัวของแผ่นธรณี หรือการเกิดภูเขาไฟระเบิด

แผ่นดินไหว ทำให้เกิดการสั่นและแผ่นดินแยก (Shaking and ground rupture)

การสั่น และแผ่นดินแยก เป็นผลกระทบหลักที่เกิดจากแผ่นดินไหว ทำให้อาคารและโครงสร้างแข็งอื่นๆ ได้รับความเสียหายไม่มากก็น้อย ความรุนแรงของผลกระทบในพื้นที่ขึ้นอยู่กับ ขนาดแผ่นดินไหว ระยะห่างจากจุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว(epicenter) และธรณีสัณฐานของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งอาจขยายหรือลดการกระจายตัวของคลื่นแผ่นดินไหวก็ได้ การสั่นของแผ่นดินวัดจากความเร่งของพื้นดิน

ลักษณะทางธรณีวิทยา และธรณีสัณฐานเฉพาะในพื้นที่นั้นๆ สามารถทำให้เกิดการสั่นสะเทือนบนผิวดินในระดับสูงได้ แม้กระทั่งจากแผ่นดินไหวที่ไม่รุนแรง เรียกว่า การเพิ่มความรุนแรงของแผ่นดินไหวเนื่องมาจากสภาพดิน (site amplification) สาเหตุหลักมาจากการถ่ายโอนการเคลื่อนที่ของคลื่นไหวสะเทือน จากแผ่นดินชั้นลึกที่แข็งไปยังดินชั้นบนที่อ่อนนุ่มทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้

แผ่นดินแยก ผลกระทบ แผ่นดินไหว ground rupture earthquake
ภาพแผ่นดินแยก (ground rupture) จากแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ในมาตราโมเมนต์ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2019 ที่แคลิฟอเนีย
Thanks Ben Brooks and Todd Ericksen, United States Geological Survey, Public domain, via Wikimedia Commons

การแยกตัวของพื้นดิน เป็นการแตกและการเคลื่อนตัวของพื้นผิวโลกที่มองเห็นได้ตามแนวรอยเลื่อน ซึ่งอาจยาวหลายเมตรในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การแตกของพื้นดินเป็นความเสี่ยงต่อโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน สะพาน อาคารสูง และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงจำเป็นต้องมีการทำแผนที่ของรอยเลื่อนอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างขนาดใหญ่เมื่อเกิดแผ่นดินไหว

การแปรสภาพดินเป็นของไหล (soil liquefaction)

การแปรสภาพดินเป็นของไหล soil liquefaction ผลกระทบ แผ่นดินไหว earthquake
ภาพการแปรสภาพดินเป็นของไหล เมื่อ ปี 1964 ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่นีงาตะ (Niigata Earthquake, 1964)
Thanks The original uploader was Ungtss at English Wikipedia., Public domain, via Wikimedia Commons

การแปรสภาพดินเป็นของไหลเกิดขึ้นเนื่องจากการเขย่า วัสดุที่เป็นเม็ดเล็กๆ ที่อิ่มตัวด้วยน้ำ (เช่น ทราย) ทำให้สูญเสียความแข็งแรงชั่วคราวและเปลี่ยนจากของแข็งเป็นสภาพคล้ายของเหลว การแปรสภาพดินเป็นของไหลอาจทำให้โครงสร้างแข็ง เช่น อาคารและสะพาน เอียงหรือจมลงในตะกอนที่เป็นของเหลวลงได้ ตัวอย่างเช่น ในแผ่นดินไหวที่อะลาสกาปี 1964 ดินการแปรสภาพเป็นของไหลทำให้อาคารหลายหลังจมลงสู่พื้นดิน และพังถล่มทับตัวเองในที่สุด

ผลกระทบของแผ่นดินไหวต่อมนุษย์

แผ่นดินไหว อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต ความเสียหายของถนนและสะพาน ความเสียหายต่อทรัพย์สินทั่วไป และการพังทลายหรือความไม่มั่นคงของอาคารที่อาจนำไปสู่การพังทลายในอนาคต ผลที่ตามมาอาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ การขาดสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ผลทางจิตใจ เช่น อาการตื่นตระหนก อาการซึมเศร้าต่อผู้รอดชีวิต และค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงของพื้นที่

ดินถล่ม (landslides) จาก แผ่นดินไหว

ดินถล่ม landslides ผลกระทบ แผ่นดินไหว earthquake
ภาพดินถล่มชายฝั่งของดินถล่มที่เกิดจากแผ่นดินไหวบนชายฝั่งทางใต้ของเฮติ ในปี 2010
Thanks U.S. Geological Survey, CC0, via Wikimedia Commons

แผ่นดินไหว สามารถทำให้เกิดความไม่เสถียรของที่ลาดชันที่ทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม ซึ่งเป็นอันตรายทางธรณีวิทยาที่สำคัญ ความอันตรายจากดินถล่มอาจเกิดซ้ำขึ้นได้อีกในขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ไฟไหม้จาก แผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวสามารถทำให้เกิดไฟไหม้จากการทำให้ท่อก๊าซเสียหาย หรือสายไฟฟ้าลัดวงจร ในกรณีที่ท่อประปาแตกและสูญเสียแรงดัน การหยุดการลุกลามของเหตุไฟไหม้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเสียชีวิตในแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโกในปี 1906 เกิดจากไฟไหม้มากกว่าตัวเหตุการณ์แผ่นดินไหวเอง

สึนามิ (tsunami)

สึนามิ tsunami ผลกระทบ แผ่นดินไหว earthquake
ภาพเหตุกาณ์สินามิขึ้นฝั่งที่ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ในปี 2004 (พ.ศ. 2547)
Thanks David Rydevik (email: david.rydevikgmail.com), Stockholm, Sweden., Public domain, via Wikimedia Commons

สึนามิ เป็นคลื่นทะเลที่มีความยาวคลื่นยาวที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของน้ำปริมาณมากอย่างกะทันหัน รวมถึงเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในทะเล ในมหาสมุทรเปิด ระยะห่างระหว่างยอดคลื่นอาจมากกว่า 100 กิโลเมตร และคาบคลื่นอาจแตกต่างกันตั้งแต่ห้านาทีถึงหนึ่งชั่วโมง คลื่นสึนามิ เดินทางได้ 600–800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำ แผ่นดินไหวหรือดินถล่มใต้น้ำสามารถทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่เคลื่อนเข้าหาชายฝั่งที่อยู่ใกล้ๆ ได้ในเวลาไม่กี่นาที คลื่นสึนามิยังสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรเปิดได้หลายพันกิโลเมตร และทำลายล้างพื้นที่ชายฝั่งที่ห่างไกลออกไปหลายชั่วโมงหลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่ก่อตัวขึ้นได้อีกด้วย

โดยปกติ แผ่นดินไหวแบบมุดตัวที่ระดับ 7.5 จะไม่ทำให้เกิดสึนามิ แม้ว่าจะมีการบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้บ้างแล้วก็ตาม คลื่นสึนามิที่ทำลายล้างส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ขึ้นไป

น้ำท่วม (floods)

น้ำท่วมอาจเป็นผลกระทบรองจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหากเขื่อนเก็บน้ำได้รับความเสียหาย แผ่นดินไหวอาจทำให้เกิดแผ่นดินถล่มใส่ฝายกั้นน้ำทำให้เกิดความเสียหายและทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นได้

Loading

The post ผลกระทบจากแผ่นดินไหว appeared first on BoongBrief.com.

]]>
แผ่นดินไหว – สาเหตุ และการรับมือ https://boongbrief.com/article/earthquake/ Sat, 09 Jul 2022 14:49:29 +0000 https://boongbrief.com/?p=2892 แผ่นดินไหว เป็นการสั่นของพื้นผิวโลกซึ่งเป็นผลมาจากการปลดปล่อยพลังงานอย่างกะทันหันในชั้นธรณีภาคของโลก มีสาเหตุที่สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้

The post แผ่นดินไหว – สาเหตุ และการรับมือ appeared first on BoongBrief.com.

]]>
แผ่นดินไหว เป็นการสั่นของพื้นผิวโลกซึ่งเป็นผลมาจากการปลดปล่อยพลังงานอย่างกะทันหันในชั้นธรณีภาคของโลก แผ่นดินไหวอาจมีความรุนแรงได้ตั้งแต่ระดับที่เบาจนไม่สามารถรู้สึกได้ ไปจนถึงความรุนแรงที่มากพอที่จะทำให้วัตถุและผู้คนลอยขึ้นไปในอากาศได้ และทำลายล้างทั่วทั้งเมืองได้เลย แผ่นดินไหวเป็นหนึ่งในธรณีพิบัติภัยที่มีโอกาสเกิดในประเทศไทย สามารถอ่านเรื่อง ธรณีพิบัติภัย ได้ที่นี่

ในความเข้าใจทั่วไป คำว่า แผ่นดินไหว ใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดคลื่นไหวสะเทือน แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดจากการแตกของรอยเลื่อน แต่อาจจะเกิดจากเหตุการณ์อื่นๆ เช่น การปะทุของภูเขาไฟ แผ่นดินถล่ม การระเบิดของทุ่นระเบิด และการทดสอบนิวเคลียร์

แผ่นดินไหวมีผลกระทบมากมาย สามารถอ่านต่อได้…ที่นี่

แผ่นดินไหว เกิดจากอะไร?

การเกิดแผ่นดินไหวแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่คือ การกระทำของมนุษย์ และ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

การกระทำของมนุษย์ : การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ การขุดเจาะเหมืองแร่โดยการระเบิด การทำเหมืองในระดับลึก การทำอะไรบางอย่างกับมวลมหาศาล เช่น การกักเก็บน้ำในเขื่อน เป็นต้น

เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ : เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก โดยเมื่อมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาจากความเค้น หรือความเครียดก็จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้น

คำที่เกี่ยวข้องกับ แผ่นดินไหว

AnsateSam Hocevar (original author; this is a derivative work)User:TFerenczy create SVG version; cs translationUser:NikNaks es translationUser:Lies Van Rompaey nl translationUser:Rostik252004 ru translationUser:Ата uk translation, CC BY-SA 1.0, via Wikimedia Commons

ศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (Focus)

ศูนย์เกิดแผ่นดินไหว คือ ตำแหน่งภายในเปลือกโลกที่เกิดแผ่นดินไหว เมื่อพลังงานถูกปลดปล่อยออกมาที่ศูนย์เกิดแผ่นดินไหว คลื่นไหวสะเทือนจะเคลื่อนออกจากจุดนั้นในทุกทิศทาง

จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (Epicenter)

จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว คือ จุดบนพื้นผิวที่อยู่เหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว

คลื่นแผ่นดินไหว หรือคลื่นไหวสะเทือน (Seimic Wave)

คลื่นไหวสะเทือนเกิดจากการเคลื่อนตัวของวัสดุในโลกอย่างกะทันหัน เช่น การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกที่รอยเลื่อนระหว่างเกิดแผ่นดินไหว การปะทุของภูเขาไฟ ดินถล่ม หิมะถล่ม และ แม้แต่แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวก็สามารถทำให้เกิดคลื่นไหวสะเทือนได้เช่นกัน คลื่นไหวสะเทือนเคลื่อนที่ผ่านโลกสามารถบันทึกได้ด้วย เครื่องวัดคลื่นไหวสะเทือน (seismograph)

คลื่นไหวสะเทือนมีหลายประเภท และมีลักษณะที่ต่างกัน คลื่นสองประเภทหลักแบ่งเป็น คลื่นในตัวกลาง และคลื่นพื้นผิว คลื่นในตัวกลางสามารถเดินทางผ่านชั้นต่างๆ ของโลกได้ตามชนิดย่อย แต่คลื่นพื้นผิวสามารถเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวของโลกเหมือนระลอกคลื่นในน้ำเท่านั้น แผ่นดินไหวครั้งหนึ่งจะเกิดทั้งคลื่นในตัวกลางและคลื่นพื้นผิว

เครื่องวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismograph)

เครื่องวัดแผ่นดินไหวเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจจับและบันทึกแผ่นดินไหว เครื่องวัดแผ่นดินไหวโดยทั่วไปเป็นการเรียกรวมกับทั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวและอุปกรณ์บันทึกข้อมูล


ภาพตัวอย่างของเครื่องวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismograph)
ขอบคุณภาพจาก Yamaguchi先生, CC BY-SA 3.0, Link

รอยเลื่อน (Fault)

รอยเลื่อน คือ การแตกหักของระนาบหรือความไม่ต่อเนื่องของหินซึ่งมีการเคลื่อนตัวที่เป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของมวลหิน รอยเลื่อนขนาดใหญ่ภายในเปลือกโลกเกิดจากการแปรสัณฐานของแผ่นเปลือกโลก การปลดปล่อยพลังงานเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของรอยเลื่อนซึ่งเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวส่วนใหญ่

แผ่นดินไหวหลัก (Mainshock)

แผ่นดินไหวที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณเดียวกันในช่วงที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว

ภาพเคลื่อนไหวแสดงตัวอย่างการเกิด Foreshock Mainshock Aftershock

แผ่นดินไหวนำ (Foreshock)

แผ่นดินไหวนำ (Foreshock) คือแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในบริเวณเดียวกัน แผ่นดินไหวนำจะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นแผ่นดินไหวนำจนกว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน

แผ่นดินไหวตาม (Aftershock)

แผ่นดินไหวตาม (Aftershock) คือ แผ่นดินไหวขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทั่วไปเดียวกันในช่วงหลายวันถึงหลายปีหลังจากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้นหรือ แผ่นดินไหวหลัก (Mainshock) แผ่นดินไหวตาม (Aftershock) จะค่อยๆ ถี่น้อยลงตามการปรับตัวของรอยเลื่อนที่เกิดขึ้นขณะเกิดแผ่นดินไหวหลัก (Mainshock) จากข้อมูลในอดีตพบว่า แผ่นดินไหวระดับลึก (>30 กม.) มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวตาม (Aftershock) ตามมาน้อยกว่าแผ่นดินไหวระดับตื้น

แผ่นดินไหว มีการวัดอย่างไร?

การวัดขนาดของ แผ่นดินไหว แบ่งออกเป็น 2 แบบ

  1. การวัดขนาดของแผ่นดินไหว (Magnitude) ปัจจุบันนิยมใช้ Moment Magnitude Scale – ปัจจุบันการวัดด้วย Moment Magnitude Scale (MMS) ถูกใช้แทนที่การวัดด้วยมาตราริกเตอร์ (Richter Scale) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ Moment Magnitude Scale จะเป็นการมุ่งวัดที่พลังงานที่เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในทางตรง
  2. การวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Intensity) ปัจจุบันนิยมใช้ มาตราเมอร์คัลลีปรับปรุง (Modified Mercalli intensity scale) – เป็นมาตราที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากมาตราเมอร์คัลลี ระดับความเข้มจะถูกจัดหมวดหมู่ตามระดับความรุนแรงของการสั่นโดยสังเกตจากผลกระทบที่รายงานโดยผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ได้รับการฝึกฝน และปรับให้เข้ากับผลกระทบที่อาจพบได้ในแต่ละพื้นที่

แนะนำ App แผ่นดินไหว

Earthquake Network [iOS / Android / Huawei]

เป็นแอพเตือนแผ่นดินไหวที่สามารถแจ้งเตือน และสามารถแจ้งถึงความรู้สึกถึงแผ่นดินไหวได้ด้วย และสามารถใช้ได้บน iOS / Android / Huawei ได้ทั้งหมด

Link ไปที่หน้า Download App

My Earthquake Alerts [iOS / Android]

เป็นแอพที่สามารถแสดงข้อมูลแผ่นดินไหวจากทั่วโลก และสามารถค้นหาแผ่นดินไหวย้อนหลังได้ถึงปี 1970 คล้ายกับแอพพลิเคชั่นแรก เพียงแต่อาจจะมีหน้าตาที่แตกต่างกันเล็กน้อย สามารถลองเลือกใช้ได้ตามที่ถนัด

Link สำหรับ Download App
https://www.jrustonapps.com/apps/my-earthquake-alerts

การรับมือเหตุแผ่นดินไหว

  • ตั้งสติ และคิดถึงขั้นตอนรับมือ แล้วต้องคิดถึง วิธีการเอาตัวรอด
  • ถ้าหากสามารถออกจากอาคารได้ในทันที ให้ออกไปสู่ที่โล่งแจ้ง และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้อาคารสูง
  • หากมีคนอยู่จำนวนมากอย่าแย่งกันออกที่ประตู เพราะจะเกิดอันตรายจากการเหยียบกัน
  • ถ้าหากออกจากอาคารไม่ได้ ควรหมอบอยู่ใต้โต๊ะ หรือ ยืนชิดติดกับเสาที่แข็งแรง
  • คลุมศีรษะไว้จนกระทั่งแผ่นดินไหวหยุดเอง ป้องกันเศษวัสดุตกหล่นใส่ศีรษะ
  • ถ้าอยู่ในตึกสูงให้อยู่ที่ชั้นเดิม อย่าใช้ลิฟต์ เพราะลิฟต์อาจจะค้างได้
  • เตรียมพร้อมเพื่อใช้ระบบเตือนภัย และระบบดับเพลิง
  • หากขับขี่ยานพาหนะอยู่ ให้รีบจอดยานพาหนะในที่โล่งแจ้ง ห้ามจอดใต้สะพาน ใต้ทางด่วน ใต้สายไฟฟ้าแรงสูง และ ถ้าหากเป็นรถยนต์ให้อยู่ภายในรถยนต์

Loading

The post แผ่นดินไหว – สาเหตุ และการรับมือ appeared first on BoongBrief.com.

]]>
ภูเขาไฟระเบิด ภูเขาไฟปะทุมีกี่แบบ? https://boongbrief.com/article/volcano-eruption-type/ Thu, 09 Jun 2022 06:21:55 +0000 https://boongbrief.com/?p=2158 ภูเขาไฟปะทุได้หลากหลายรูปแบบ กระบวนการเกิดปะทุมีลักษณะที่แตกต่างกัน และช่วยให้เข้าใจกระบวนการเกิดภูเขาไฟปะทุ หรือ ธรณีพิบัติภัยที่เกี่ยวข้องกับการปะทุของภูเขาไฟได้ดีขึ้นด้วย
ถ้าหากแบ่งประเภทการปะทุตามลักษณะกิจกรรมการปะทุจะมี 2 แบบ คือ "การปะทุแบบระเบิด (Explosive Eruption)" และ "การปะทุแบบเอ่อล้น (Effusive Eruption)" ซึ่งการปะทุ หรือการเกิดภูเขาไฟระเบิด อาจจะเกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง สองอย่างได้ ขึ้นกับโครงสร้างทางธรณี

The post ภูเขาไฟระเบิด ภูเขาไฟปะทุมีกี่แบบ? appeared first on BoongBrief.com.

]]>
ภูเขาไฟปะทุได้หลากหลายรูปแบบ กระบวนการเกิดปะทุมีลักษณะที่แตกต่างกัน และช่วยให้เข้าใจกระบวนการเกิดภูเขาไฟปะทุ หรือ ธรณีพิบัติภัยที่เกี่ยวข้องกับการปะทุของภูเขาไฟได้ดีขึ้นด้วย

ถ้าหากแบ่งประเภทการปะทุตามลักษณะกิจกรรมการปะทุจะมี 2 แบบ คือ “การปะทุแบบระเบิด (Explosive Eruption)” และ “การปะทุแบบเอ่อล้น (Effusive Eruption)” ซึ่งการปะทุ หรือการเกิดภูเขาไฟระเบิด อาจจะเกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง สองอย่างได้ ขึ้นกับโครงสร้างทางธรณี

การปะทุแบบแมกมาทิค (Magmatic Eruption)

การปะทุแบบแมกมาทิค (Magmatic Eruption) เป็นประเภทการปะทุที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุด การปะทุแบบนี้เกิดจากปลดปล่อยความดันของก๊าซภายในหินหนืด (magma) ขับดันให้เกิดการปะทุออกมา การปะทุแบบนี้มีความรุนแรงตั้งแต่ลาวาพุเล็กๆ ในฮาวายไปจนถึงการปะทุอย่างรุนแรงแบบอัลตราพลิเนียนที่พุ่งสูงกว่า 30 กม. ซึ่งใหญ่กว่าการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสที่ฝังเมืองปอมเปอี

การปะทุแบบฮาวาย (Hawaiian Eruption)

การปะทุแบบฮาวาย เป็นรูปแบบการปะทุของภูเขาไฟประเภทหนึ่งที่ตั้งชื่อตามภูเขาไฟในฮาวาย การปะทุของภูเขาไฟแบบฮาวายเป็นประเภทการปะทุภูเขาไฟที่สงบที่สุด มีลักษณะเฉพาะที่เกิดการปะทุจากการเอ่อล้นของลาวาประเภทหินบะซอลต์ที่เหลวมากและมีปริมาณก๊าซต่ำ ปริมาณของลาวา เศษวัสดุ หรือแก๊ส ที่ปล่อยออกมาจากการปะทุของฮาวายมีไม่ถึงครึ่งเที่ยบกับการปะทุแบบอื่นๆ การไหลของลาวาในปริมาณไม่มากแต่มีความต่อเนื่องทำให้เกิดการพอกพูนในพื้นที่กว้างทำให้เกิดเป็น ภูเขาไฟรูปโล่ (shield volcano) การปะทุไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ปล่องกลางที่ยอดหลักเหมือนกับภูเขาไฟประเภทอื่นๆ และมักเกิดขึ้นที่ช่องรอบ ๆ ยอดเขาและจากรอยแตกที่แผ่ออกมาจากปล่องกลางภูเขาไฟ

ปะทุ แนวรอยแตก fissure vent volcanic
ภาพตัวอย่างการปะทุตามแนวรอยแตก
ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

การปะทุแบบฮาวายมักเริ่มต้นจากการปะทุตามแนวแตก(fissure vent) อาจถูกเรียกว่า”ม่านไฟ (curtain of fire)” แล้วม่านไฟ จะเริ่มหายไปเมื่อลาวาเริ่มปะทุที่รอยแตก หลักๆ 2 – 3 จุดรุนแรงขึ้น การปะทุของปล่องหลักมักอยู่ในรูปแบบของลาวาพุขนาดใหญ่ (มีทั้งต่อเนื่องและประปราย) ซึ่งสามารถพ่นลาวาสูงถึงหลายร้อยเมตรหรือมากกว่านั้น เศษวัสดุจากลาวาพุมักจะเย็นลงกลางอากาศก่อนตกถึงพื้น ส่งผลให้เกิดการสะสมของเศษขี้เถ้าสกอเรีย อย่างไรก็ตาม เมื่ออากาศร้อนขึ้นและ มีสิ่งที่ภูเขาไฟพ่นออกมาหนาแน่นขึ้น พวกเศษวัสดุจากลาวาพุจะไม่เย็นลงเร็วพอเนื่องจากความร้อนทำให้สะสมเศษวัสดุมากขึ้นจะเกิดเป็นกรวย ถ้าอัตราการปะทุมากพอ อาจทำให้เกิดธารลาวาที่เกิดจากลาวาที่กระจายออกมาจากปากปล่อง

ภูเขาไฟ ระเบิด แบบ ฮาวาย การปะทุ แบบฮาวาย
ภาพการปะทุของภูเขาไฟ Puʻu ʻŌʻō ในปี 1983
ขอบคุณภาพจาก
G.E. Ulrich, USGS. , Public domain, via Wikimedia Commons

การปะทุแบบฮาวายมักกินระยะเวลานานมาก เช่น ภูเขาไฟ Puʻu ʻŌʻō เป็นภูเขาไฟรูปกรวยบนฝั่งตะวันออกของเทือกเขา Kilauea ที่ปะทุต่อเนื่องมากกว่า 35 ปี ลักษณะเด่นของภูเขาไฟในฮาวายอีกประการหนึ่งคือการก่อตัวของธารลาวาที่ยังร้อนระอุอยู่ และมีแอ่งลาวาที่ยังเหลวอยู่โดยมีหินที่เย็นตัวเป็นเปลือกบางๆ อยู่ด้านบน

ภูเขาไฟ การ ปะทุ ระเบิด ฮาวาย Hawaiian Hawai eruption
แผนภาพของ Hawaiian eruption. (key: 1. Ash plume 2. Lava fountain 3. Crater 4. Lava lake 5. Fumaroles 6. Lava flow 7. Layers of lava and ash 8. Stratum 9. Sill 10. Magma conduit 11. Magma chamber 12. DikeClick for larger version.
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons

การปะทุแบบสตรอมโบลี (Strombolian Eruption)

ภูเขาไฟ การ ปะทุ ระเบิด สตรอมโบลี สตรอมโบเลียน Stromboli Volcano
แผนภาพของ Strombolian eruption.
(key: 1. Ash plume 2. Lapilli 3. Volcanic ash rain 4. Lava fountain 5. Volcanic bomb 6. Lava flow 7. Layers of lava and ash 8. Stratum 9. Dike 10. Magma conduit 11. Magma chamber 12. Sill)
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons

การปะทุแบบสตรอมโบลี หรือการปะทุแบบสตรอมโบเลียน เป็นประเภทของการปะทุที่ตั้งชื่อตามภูเขาไฟสตรอมโบลี การปะทุแบบสตรอมโบเลียนเกิดจากการระเบิดของฟองก๊าซภายในหินหนืด (magma) ฟองก๊าซเหล่านี้อยู่ในแมกมาสะสมและรวมตัวกันเป็นฟองขนาดใหญ่ แล้วเมื่อมีขนาดใหญ่พอที่จะทะลุผ่านชั้นลาวา และขึ้นสู่พื้นผิว ความดันที่เปลี่ยนไปทำให้ฟองสบู่แตกพร้อมระเบิดเสียงดัง และพ่นแมกมาขึ้นไปในอากาศในลักษณะที่คล้ายกับฟองสบู่แตก เนื่องจากความดันก๊าซสูง ทำให้เกิดการระเบิดเป็นครั้งๆ ในทุกสองสามนาที

ภูเขาไฟ ระเบิด ปะทุ สตรอมโบเลียน สตรอมโบลี Stromboli
ภาพตัวอย่างของการปะทุแบบสตรอมโบเลียนของภูเขาไฟ Stromboli
ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

คำว่า “สตรอมโบเลียน” ถูกใช้ทั่วไป เพื่ออธิบายลักษณะการปะทุของภูเขาไฟ ตั้งแต่การระเบิดของภูเขาไฟขนาดเล็กไปจนถึงการปะทุขนาดใหญ่ โดยที่ลักษณะการปะทุแบบสตรอมโบเลียนมีลักษณะเฉพาะ คือ การปะทุของลาวาจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ และมีการระเบิดได้โดยมีความหนืดปานกลาง ซึ่งมักจะมีลาวาพุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ
กลุ่มควันอาจจะสูงได้หลายร้อยเมตร

ลาวาที่เกิดจากการระเบิดของสตรอมโบเลียนเป็นลาวาบะซอลต์ที่มีความหนืด และมักทำให้เกิดหินสคอเรีย (scoria) จากการที่ปะทุที่ไม่สร้างความเสียหายกับปากปล่องหลัก ทำให้การปะทุของสตรอมโบเลียน อาจจะสามารถเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ในระยะเวลาหลายพันปี และถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในประเภทการปะทุที่อันตรายน้อย

ภูเขาไฟ การ ปะทุ ระเบิด เกาะ สตรอมโบลี สตรอมโบเลียน Stromboli Volcano
ภาพภูเขาไฟสตรอมโบลี (Stromboli Volcano) ซึ่งอยู่บนเกาะ Stromboli ถ่ายในปี 2004
ขอบคุณภาพจาก Steven W. Dengler, CC BY-SA 3.0, via Wikimedia Commons

การปะทุแบบวัลเคเนียน (Vulcanian Eruption)

การปะทุแบบวัลเคเนียนเป็นการปะทุของภูเขาไฟประเภทหนึ่งที่ตั้งชื่อตามภูเขาไฟวัลคาโน (Vulcano) ที่อิตาลี ถูกตั้งชื่อตามข้อสังเกตของ Giuseppe Mercalli จากการปะทุในปี ค.ศ. 1888–1890 การปะทุของวัลเคเนียน แมกมาหนืดปานกลางภายในภูเขาไฟทำให้ฟองแก๊สจะออกได้ยาก ทำให้เกิดลักษณะคล้ายกับการปะทุของสตรอมโบเลียน คือ การสะสมของแก๊สความดันสูงบริเวณใกล้ปากปล่อง ทำให้ฟองแก๊สแตก และดันตัวบริเวณปากปล่องทำให้เกิดการปะทุแบบระเบิด

ภูเขาไฟ ปะทุ ระเบิด วัลเคเนียน Tavurvur
ภาพการปะทุแบบวัลเคเนียน ของภูเขาไฟ Tavurvur ในปาปัวนิวกินี ในปี 2009
ขอบคุณภาพจาก Taro Taylor edit by Richard Bartz, CC BY 2.0, Wikimedia Commons

อย่างไรก็ตาม ก็มีความแตกต่างระหว่างการปะทุแบบนี้ กับการปะทุแบบสตรอมโบเลียน คือ เศษวัสดุที่พ่นออกมา มีทั้งส่วนของลาวา และกรวดภูเขาไฟอยู่ด้วย การปะทุแบบวัลเคเนียนมีการระเบิดรุนแรงมากกว่าแบบสตรอมโบเลียน สามารถพ่นกลุ่มควัน และเถ้าภูเขาไฟ ได้สูงถึง 5 – 10 กม. และทำให้เกิด หินกลุ่มแอนดีสิติก(andesitic) จนถึงดาซิติก (dacitic) มากกว่ากลุ่มหินบะซอลต์ (basaltic)

การปะทุแบบวัลคาเนียน มักเริ่มต้นด้วยการระเบิดสั้นๆ เป็นชุด นานไม่กี่นาทีถึงสองสามชั่วโมง และมีลักษณะเฉพาะคือ มีการพ่นกรวดภูเขาไฟ เช่น บอมบ์ภูเขาไฟ (volcanic bombs) และบล็อกภูเขาไฟ (volcanic blocks) การปะทุแบบนี้ทําให้โดมลาวาพัง และแตกออก ทำให้การปะทุหลังจากนั้นเงียบ แต่ต่อเนื่องมากขึ้น ดังนั้น สัญญาณในระยะแรกของการปะทุแบบวัลคาเนียนที่คาดว่าอาจจะเกิดในอนาคต คือ การมีโดมลาวาที่ใหญ่ขึ้น และมีการดันตัวของ กรวดภูเขาไฟลงมาตามแนวลาดของภูเขาไฟ

ภูเขาไฟ การ ปะทุ ระเบิด วัลเคเนียน Vulcanian Eruption
แผนภาพของ Vulcanian eruption. (key: 1. Ash plume 2. Lapilli 3. Lava fountain 4. Volcanic ash rain 5. Volcanic bomb 6. Lava flow 7. Layers of lava and ash 8. Stratum 9. Sill 10. Magma conduit 11. Magma chamber 12. Dike)
ขอบคุณภาพจาก
Sémhur, CC BY-SA 4.0, via Wikimedia Commons

การปะทุแบบพลิเนียน (Peléan Eruption)

ภูเขาไฟ Peléan eruption การ ปะทุ ระเบิด พลิเนียน
แผนภาพของ Peléan eruption. (key: 1. Ash plume 2. Volcanic ash rain 3. Lava dome 4. Volcanic bomb 5. Pyroclastic flow 6. Layers of lava and ash 7. Stratum 8. Magma conduit 9. Magma chamber 10. Dike)
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons

การปะทุแบบพลิเนียน ถูกตั้งชื่อตามภูเขาไฟ Pelée บนเกาะ Martinique ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในพิบัติภัยทางธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

การปะทุแบบพลิเนียน ก๊าซ ฝุ่น เถ้า และเศษลาวาจำนวนมากถูกพ่นออกจากปล่องหลักของภูเขาไฟ ซึ่งเกิดจากการแตกออกของ ลาวาโดม (lava dome) ทำให้เกิดการระเบิด ร่วมกับการเกิดแผ่นดินถล่มที่ประกอบจาก เศษซากลาวาโดม ลาวา หรือวัสดุออกจากปากปล่อง รวมเรียกว่า ไพโรแคล้สติค โฟล (pyroclastic flow) อีกชื่อหนึ่งคือ นูเอ อาร์เดนเท่ (nuée ardente) ซึ่งเป็นกลุ่มแก๊สร้อน จากการระเบิดของภูเขาไฟ ที่พัดอย่างรวดเร็ว และรุนแรง บางครั้งอาจจะมีแสงไฟที่ยังลุกไหม้อยู่ด้วย มีเถ้าลอยอยู่ด้านบน และมีชิ้นส่วนไพโรแคล้สติค (pyroclastic materials) ลอยอยู่ หรือตกลงสู่ด้านล่าง

ภูเขาไฟ ระเบิด ปะทุ กรวดภูเขาไฟ Mayon ฟิลิปปินส์ 1984
ภาพ Pyroclastic flow ถล่มด้านข้างของภูเขาไฟ Mayon ประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 1984
ขอบคุณภาพจาก C.G. Newhall, Public domain, via Wikimedia Commons

สัญญาณเริ่มต้นของการปะทุที่อาจจะเกิด คือ การขยายขึ้นของลาวาโดม บริเวณยอดภูเขาไฟ เมื่อเกิดการปะทุวัสดุบนปากปล่องจะยุบตัวลงกลายเป็นกรวดภูเขาไฟไหล ที่ถล่ม / ไหล อย่างรวดเร็ว เป็นการไหลของบล็อกภูเขาไฟ(volcanic block) และเถ้าภูเขาไฟ(volcanic ash) ที่เคลื่อนลงมาด้านข้างของภูเขาเร็วกว่า 150 กม./ชม. การถล่มที่เกิดขึ้นทําให้การปะทุแบบพลิเนียนเป็นอันตรายมาก สามารถถล่มผ่านพื้นที่อยู่อาศัย และทำให้มีการสูญเสียชีวิตได้มากมาย

การปะทุแบบพลิเนียนมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนคือ การไหลของกรวดภูเขาไฟ กลไกของการปะทุแบบพลิเนียนนั้นคล้ายกับการปะทุแบบวัลเคเนียนมาก ยกเว้นว่าในการปะทุแบบพลิเนียนนั้นโครงสร้างของภูเขาไฟสามารถทนต่อความดันได้มากกว่า ดังนั้นการปะทุจึงเกิดขึ้นเป็นการระเบิดครั้งใหญ่หนึ่งครั้งแทนที่จะเป็นการระเบิดขนาดเล็กหลายๆ ครั้ง

ภูเขาไฟ ระเบิด ปะทุ กรวดภูเขาไฟ เมือง St. Pierre 1902
ภาพเมือง St. Pierre หลังจากการปะทุในปี 1902
ขอบคุณภาพจาก
Angelo Heilprin Wikipedia

การปะทุของภูเขาไฟ Pelée ในปี 1902 ทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนกว่า 30,000 คน และทำลายเมือง St. Pierre ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของเกาะ Martinique ของฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภูเขาไฟที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20

การปะทุแบบพลิเนียน (Plinian Eruption)

การปะทุแบบพลิเนียน (หรือการปะทุของเวซูเวียน Vesuvian Eruption) เป็นการปะทุของภูเขาไฟชนิดหนึ่งที่ตั้งชื่อตามการปะทุทางประวัติศาสตร์ของภูเขาไฟวิสุเวียสในปี ค.ศ. 79 ที่ฝังเมืองปอมเปอี (Pompeii) และเฮอร์คิวลาเนียม (Herculaneum) ของโรมัน ซึ่งมีการบันทึกเหตุกาณ์จากจดหมายของ Pliny the Younger

กระบวนการปะทุแบบพลิเนียนเริ่มต้นในปล่องแมกมาซึ่งมีก๊าซละลายอยู่ในแมกมา แล้วก๊าซรวมตัวกัน และสะสมตัวเรื่อยๆ เมื่อลอยขึ้นผ่านตามแนวแมกมา ฟองอากาศเหล่านี้เกาะติดกันและเมื่อมีขนาดถึงค่าหนึ่งก็จะระเบิด (ประมาณ 75% ของปริมาตรรวมของปล่องแมกมา) สิ่งที่ส่งผลอีกอย่างคือ ความแคบของท่อแมกมาทำให้ก๊าซ และแมกมาดันตัวขึ้น ทำให้เกิดการปะทุรุนแรง และมีควันกลุ่มเถ้าถ่านขนาดใหญ่พุ่งขึ้นไปในอากาศ

ภาพควันกลุ่มเถ้าถ่านจากภูเขาไฟ Redoubt เมื่อมองไปทางทิศตะวันตกจากคาบสมุทร Kenai รัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 21 เมษายน 1990
ขอบคุณภาพจาก R. Clucas Wikimedia Commons

ความเร็วของการปะทุถูกควบคุมโดยปริมาณก๊าซในปล่องแมกมาและหินพื้นผิวที่มีความแข็งแรงต่ำมักจะแตกออกเมื่อถูกกระทำโดยแรงดันของการปะทุทำให้เกิดเป็นลักษณะที่ผลักก๊าซให้เคลื่อนเร็วขึ้นอีก การปะทุจะทำให้เกิดกลุ่มควันเถ้าถ่านขนาดใหญ่พุ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของการปะทุแบบพลิเนียน อาจจะสูง 2 – 45 กม.ในชั้นบรรยากาศ ส่วนที่หนาแน่นที่สุดของกลุ่มฝุ่นควันจะอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟ เพราะถูกดันจากการขยายตัวของก๊าซดันขึ้นมาด้านบนตรงๆ เมื่อกลุ่มฝุ่นควันลอยสูงขึ้นก็จะขยายตัวและมีความหนาแน่นน้อย การพาความร้อนและการขยายตัวจากความร้อนของเถ้าภูเขาไฟจะผลักดันให้กลุ่มฝุ่นควันลอยสูงขึ้นไปอีกจนถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ และบริเวณด้านบนสุดของกลุ่มฝุ่นควันก็จะถูกแรงลมพัดห่างออกไปจากภูเขาไฟ

แผนภาพของ Plinian eruption. (key: 1. Ash plume 2. Magma conduit 3. Volcanic ash rain 4. Layers of lava and ash 5. Stratum 6. Magma chamber)
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons

แผนภาพเปรียบเทียบลักษณะของการปะทุของภูเขาไฟ

ขอบคุณภาพจาก This image has been created during “DensityDesign Integrated Course Final Synthesis Studio” at Polytechnic University of Milan, organized by DensityDesign Research Lab in 2015. Image is released under CC-BY-SA licence. Attribution goes to “Chiara Cingottini, DensityDesign Research Lab”., CC BY-SA 4.0, via Wikimedia Commons

การปะทุแบบฟรีเอโทแมกมาทิค (Phreatomagmatic Eruption)

การปะทุแบบฟรีเอโทแมกมาทิค (Phreatomagmatic Eruption) หรือ ไฮโดรโวแคนิค (hydrovolcanic) เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับแมกมา คือ แมกมาเกิดการหดตัวทางความร้อนตัวเมื่อสัมผัสกับน้ำ ต่างจากการปะทุแบบแมกมาติกซึ่งเกิดจากการขยายตัวเพราะความร้อน) ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างทั้งสองทําให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างลาวากับน้ำอย่างรุนแรงทำให้เกิดการระเบิด ผลของการปะทุแบบนี้ ทำให้เกิดหิน ที่มีรูปร่างสม่ำเสมอ และมีผงละเอียดกว่าการปะทุแบบ Magmatic เนื่องจากความแตกต่างของกลไกการปะทุ

ยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับลักษณะที่แน่นอนของการปะทุของ phreatomagmatic และนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าปฏิกิริยาระหว่างเชื่อเพลิง-สารหล่อเย็น อาจมีความสำคัญต่อลักษณะการระเบิดในธรรมชาติมากกว่าการหดตัวทางความร้อน ปฏิกิริยาระหว่างเชื่อเพลิง-สารหล่อเย็น อาจทำให้วัสดุภูเขาไฟแตกร้าว โดยการแพร่กระจายของคลื่นความเครียด รอยแตกที่กว้างขึ้น และพื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเย็นตัวอย่างรวดเร็ว และ เกิดการระเบิดที่เกิดจากการหดตัว

การปะทุแบบเซิร์ทเซย์ (Surtseyan Eruption)

การปะทุแบบเซิร์ทเซย์ (หรือ hydrovolcanic) เป็นการปะทุของภูเขาไฟแบบหนึ่งที่โดดเด่นด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างน้ำตื้นกับลาวา ตั้งชื่อตามตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดการปะทุและการก่อตัวของเกาะ Surtsey นอกชายฝั่งไอซ์แลนด์ในปี 1963 การปะทุแบบเซิร์ทเซย์ นั้นเทียบกับการปะทุของภุเขาไฟบนพื้นดิน คือ การปะทุแบบสตรอมโบเลียน เพียงแต่เป็นแบบที่ “เปียก” แต่เนื่องจากเกิดขึ้นในน้ำทำให้ระเบิดมากกว่า เมื่อน้ำถูกลาวาทําให้ร้อนขึ้น มันจึงวาบเป็นไอน้ำและขยายตัวอย่างรุนแรง แยกส่วนแมกมาที่สัมผัสเป็นเถ้าเนื้อละเอียด ถึงการปะทุแบบเซิร์ทเซย์ เป็นเรื่องปกติของหมู่เกาะภูเขาไฟในมหาสมุทรน้ำตื้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้บนบกเช่นกัน จากแมกมาที่ขึ้นมาสัมผัสกับชั้นหินอุ้มน้ำที่ชั้นตื้นใต้ภูเขาไฟ

แผนภาพของ Surtseyan eruption. (key: 1. Water vapor cloud 2. Compressed ash 3. Crater 4. Water 5. Layers of lava and ash 6. Stratum 7. Magma conduit 8. Magma chamber 9. Dike)
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons
ภุเขาไฟเซิร์ทเซย์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการปะทุแบบเซิร์ทเซย์
ขอบคุณภาพจาก
NOAA, Public domain, via Wikimedia Commons

หินผลิตภัณฑ์จากการปะทุแบบเซิร์ทเซย์โดยทั่วไปคือหินบะซอลต์พาลาโกไนต์ (palagonite) ที่ถูกออกซิไดซ์ (แม้ว่าการปะทุของแอนดีซิติกจะเกิดขึ้นไม่บ่อย) และเช่นเดียวกับการปะทุแบบสตรอมโบลี การปะทุแบบเซิร์ทเซย์นั้นมักจะเกิดต่อเนื่องกันหรือเป็นรอบๆ

ลักษณะเฉพาะของการปะทุแบบเซิร์ทเซย์ คือ การเกิด ไพโรแคล้สติค เซิร์จ (pyroclastic surge) เป็นการทะลักของกรวดภูเขาไฟความหนาแน่นต่ำ ทำให้กลุ่มแก๊ส และเศษแขวนลอยรูปวงแหวน ที่เคลื่อนที่ออกไปทุกทิศทางด้วยความเร็วสูง เป็นลักษณะเรียกว่า เบส เซิร์จ (base surge) เกิดจากการดันตัวของกลุ่มวันที่เป็นไอน้ำ ซึ่งเป็นการไหลเนื่องจากความหนาแน่นจากด้านล่างของการระเบิดในแนวตั้ง และกลุ่มควันมีความหนาแน่นมากกว่ากลุ่มควันของการปะทุของภูเขาไฟปกติ ส่วนที่หนาแน่นที่สุดของกลุ่มควันคือส่วนที่อยู่ใกล้ปากปล่องที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป การปะทุแบบเซิร์ทเซย์มักทำให้เกิด มาร์ (maars) เป็นแอ่งตื้นกว้าง

การปะทุแบบใต้น้ำ (Submarine Eruption)

แผนภาพของ Submarine eruption. (key: 1. Water vapor cloud 2. Water 3. Stratum 4. Lava flow 5. Magma conduit 6. Magma chamber 7. Dike 8. Pillow lava)
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons

การปะทุแบบซับมารีน หรือแบบใต้น้ำ เป็นการปะทุของภูเขาไฟประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นใต้น้ำ ประมาณการณ์ว่าคิดเป็น 75% ของปริมาตรการปะทุของภูเขาไฟทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่ สันเขากลางมหาสมุทร (mid-ocean ridge) อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีการตัวจับ ทำให้เพิ่งเริ่มมีข้อมูลจากการสังเกตในช่วงปี 1990 เป็นต้นมา

การปะทุใต้น้ำทำให้พื้นผิวใต้ทะเลแตกออก และฟอร์มตัวเป็นเกาะภูเขาไฟและหมู่เกาะใหม่ๆ เกิดขึ้น

ภาพดาวเทียมของการปะทุใต้น้ำที่ Fukutoku-Okanoba
ขอบคุณภาพ จาก Japan Meteorological Agency, CC BY 4.0, via Wikimedia Commons

การปะทุใต้น้ำเกิดขึ้นจากหลายกระบวนการ ภูเขาไฟใกล้ขอบเขตของแผ่นเปลือกโลกและสันเขากลางมหาสมุทรเกิดขึ้นจากการลดความดันลงของหินหลอมเหลวจากชั้นแมนเทิลที่ถูกพาไปด้านบนจากวงจรพาความร้อนสู่ชั้นเปลือกโลก อีกสาเหตุหนึ่ง คือ เขตมุดตัวที่มีจุดหลอมเหลวลดลง เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกที่มุดตัวมีการปลดปล่อยก๊าซไปให้กับแผ่นเปลือกโลกที่กำลังเคลื่อนขึ้น แต่ละกระบวนการทำให้เกิดหินที่แตกต่างกันออกไป ภูเขาไฟใต้ทะเลบริเวณสันเขากลางมหาสมุทรทำให้เกิดหินบะซอลต์เป็นหลัก ส่วนการมุดตัวทำให้เกิด แคลค-แอลเคอไลน (calc-alkaline)

การปะทุใต้น้ำที่ West Mata
ขอบคุณภาพจาก NOAA/National Science Foundation, Public domain, via Wikimedia Commons

อัตราการขยายตัวตามแนวสันเขากลางมหาสมุทรเป็นไปได้ตั้งแต่ 2 ซม. ต่อปีที่สันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก จนถึง 16 ซม. ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกตะวันออก อัตราการขยายตัวที่มากขึ้นเป็นไปได้ว่าอาจทำให้เกิดกระบวนการที่เกี่ยวกับภูเขาไฟที่มากขึ้นตามไปด้วย เทคโนโลยีสําหรับการศึกษาการปะทุของภูเขาใต้น้ำเริ่มต้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไฮโดรโฟน (hydrophone technology) ทําให้สามารถ “ฟัง” คลื่นตติยภูมิ หรือ T-wave (tertiary waves) ซึ่งปล่อยออกมาจากแผ่นดินไหวใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับการปะทุของภูเขาไฟใต้น้ำ เหตุผลว่าทำไมการตรวจจับภูเขาไฟปะทุใต้น้ำทำได้ช้า เนื่องจากเครื่องวัดแผ่นดินไหว (seismometers) บนบกไม่สามารถตรวจจับแผ่นดินไหวในทะเลที่มีขนาดต่ำกว่า 4 ได้ แต่คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ได้ดีในน้ำและใช้ระยะเดินทางนาน ระบบในแปซิฟิกเหนือซึ่งดูแลโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ เดิมมีจุดประสงค์เพื่อการตรวจจับเรือดำน้ำ ตรวจพบเหตุการณ์โดยเฉลี่ยทุกๆ 2 ถึง 3 ปี

การปะทุใต้ธารน้ำแข็ง (Subglacial Eruption)

การปะทุใต้ธารน้ำแข็ง เป็นการปะทุที่มีลักษณะเด่น คือ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างลาวาและน้ำแข็ง ซึ่งส่วนมากคือภูเขาไฟจะอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง (glacier) ด้วยลักษณะที่เป็นกระบวนการภูเขาไฟที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็ง ข้อสังเกตหนึ่งคือ ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งไม่ค่อยมีการปะทุบ่อยๆ แต่มีการปลดปล่อยความร้อนไปที่น้ำแข็งที่ปกคลุมภูเขาไฟอยู่ ทำให้น้ำแข็งละลาย พื้นที่ที่พบการปะทุแบบนี้ เช่น ไอซ์แลนด์ อลาสก้า และบางส่วนของเทือกเขาแอนดีส รวมถึง ทวีปแอนตาร์กติกา

น้ำแข็งที่ละลายพวกนี้ทำให้ การปะทุใต้ธารน้ำแข็งทำให้เกิด Jökulhlaups หรือ น้ำท่วมทะลักจากธารน้ำแข็ง (glacial outburst floods : GLOFS) และเกิดโคลนร้อนไหล (Lahar) ได้ด้วย ปริมาณน้ำที่ละลายออกมาสามารถมีได้ถึง 10,000 – 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถ้าหากมีการปะทุขนาดใหญ่ใต้ธารน้ำแข็ง

ภาพถ่ายของ ธารน้ำแข็ง Eyjafjallajökull และภูเขาไฟที่กำลังปะทุจากเมือง Hvolsvöllur (อยู่ทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์) ในวันที่ 17 เม.ย. 2010
ขอบคุณภาพจาก Boaworm, CC BY 3.0, via Wikimedia Commons
แผนภาพของ Subglacial eruption. (key: 1. Water vapor cloud 2. Crater lake 3. Ice 4. Layers of lava and ash 5. Stratum 6. Pillow lava 7. Magma conduit 8. Magma chamber 9. Dike)
ขอบคุณภาพจาก
© Sémhur / Wikimedia Commons

การปะทุแบบฟรีเอทิค (Phreatic Eruption)

การปะทุแบบฟรีเอทิค (Phreatic Eruption) หรืออาจจะถูกเรียกว่า การระเบิดฟรีเอทิค (phreatic explosion) กระปะทุแบบนี้เกิดขึ้นจาก แมกมาให้ความร้อนกับน้ำใต้ดิน หรือ น้ำผิวดิน ด้วยอุณหภูมิที่สูงมากของแมกมา (อาจจะสูงถึง 500 – 1,170°C) ทำให้เกิดการระเหยเป็นไออย่างเฉียบพลัน ทำให้กลายเป็นการระเบิดของไอน้ำ เถ้า หิน บอมบ์ภูเขาไฟ หรือบล็อคภูเขาไฟ โดยที่ไม่มีการลุกโชติช่วง

Diagram of a phreatic eruption. (key: 1. Water vapor cloud 2. Magma conduit 3. Layers of lava and ash 4. Stratum 5. Water table 6. Explosion 7. Magma chamber)
ขอบคุณภาพจาก
Sémhur, CC BY-SA 3.0, via Wikimedia Commons
การปะทุแบบฟรีเอทิคที่ยอดของภูเขา St. Helens รัฐวอชิงตัน ในฤดูใบไม้ผลิปี 1980
ขอบคุณภาพจาก D.A. Swanson, USGS via Wikimedia Commons

การปะทุแบบฟรีเอทิคโดยทั่วไปมักจะมี ไอน้ำ และกรวดภูเขาไฟ แต่ปกติจะไม่มีลาวาเหลวออกมาด้วย อุณหภูมิของวัสดุที่ออกมาอาจจะเย็นหรือยังร้อนระอุอยู่ก็ได้ ถ้าหากมีลาวาเหลวออกมาด้วย มักจะถูกจัดกลุ่มเป็นการปะทุแบบฟรีเอโทแมกมาทิค (Phreatomagmatic Eruption) การปะทุแบบฟรีเอทิคบางครั้งทำให้เกิดแอ่งตื้นกว้างที่เรียกว่า มาร์ (maars)

การปะทุแบบฟรีเอทิคอาจมีการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกมาได้ด้วย คาร์บอนไดออกไซด์สามารถทำให้ขาดอากาศหายใจได้เมื่อมีความเข้มข้นสูงเพียงพอ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ความเข้มข้นสูงจะเป็นก๊าซพิษ เคยมีการปะทุแบบฟรีเอทิค ในปี 1979 บนเกาะชวา คร่าชีวิตไปถึง 140 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากก๊าซพิษ นอกจากนี้การปะทุแบบฟรีเอทิค สามารถทำให้เกิด เบส เซิร์จ (base surge), โคลนร้อนไหล (Lahar) หรือฝนบล็อคภูเขาไฟ ได้ด้วย

Loading

The post ภูเขาไฟระเบิด ภูเขาไฟปะทุมีกี่แบบ? appeared first on BoongBrief.com.

]]>
ธรณีพิบัติภัย https://boongbrief.com/article/disaster/ Fri, 28 Feb 2020 17:12:12 +0000 https://boongbrief.com/?p=1060 ธรณีพิบัติภัย หมายถึง ถือเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจาก […]

The post ธรณีพิบัติภัย appeared first on BoongBrief.com.

]]>
ธรณีพิบัติภัย หมายถึง ถือเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา เช่น หลุมยุบ แผ่นดินไหว ดินถล่ม สึนามิ หิมะถล่ม ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น เรื่องธรณีพิบัติภัยที่น้อง ๆ ควรเน้นก็คือ

1. แผ่นดินไหว

จุดที่น้องๆ ควรรู้ คือ สาเหตุของการเกิด การวัดขนาดและความรุนแรง และแนวการเกิดแผ่นดินไหว

2. ภูเขาไฟระเบิด

เรื่องภูเขาไฟระเบิด ควรไปเน้นลักษณะของภูเขาไฟ (พร้อมตัวอย่าง) การเกิดภูเขาไฟแต่ละประเภท สาเหตุของการปะทุ

3. สึนามิ

อันนี้ พี่แนะนำให้เน้น เหตุการณ์ที่เกิดที่ไทยตอนปี 2547 ด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องอื่น ๆ มักจะออกน้อยมากกกกก จนแทบไม่ออกเลย ถ้ามีจะโผล่มานิดหน่อย
ในส่วนของภูเขาไฟระเบิดโจทย์ มักเอาไปผูกกับเรื่องการแปรสัณฐานของธรณีภาค

ยังไงถ้าสนใจไปดูหนังสือพี่ได้นะคะ สรุปชัดด้วย มีตัวอย่างข้อสอบด้วยนะ

Loading

The post ธรณีพิบัติภัย appeared first on BoongBrief.com.

]]>